วิธีล้างถังเก็บน้ำเริ่มจากปิดวาล์วน้ำเข้า ระบายน้ำเก่าออกให้หมด แล้วขัดผนังและก้นถังด้วยแปรงกับน้ำสะอาด ล้างซ้ำจนใส ฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาคลอรีนเจือจาง ทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกก่อนเปิดน้ำเข้าใช้งาน ทำเองได้ถ้าเป็นถังบนดิน ควรล้างทุก 6–12 เดือน

ทำไมต้องล้างถังเก็บน้ำ

ถังเก็บน้ำที่ไม่เคยล้างเลย ข้างในไม่ได้ใสสะอาดอย่างที่คิด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป จะเริ่มมีของสะสมอยู่โดยที่เราไม่เห็น

  • ตะกอน ทราย สนิม และผงตะกอนจากน้ำประปาจะค่อย ๆ นอนก้นถัง พอน้ำใกล้หมดหรือปั๊มดูดแรง ตะกอนพวกนี้ก็ลอยขึ้นมาปนกับน้ำที่เราใช้
  • ตะไคร่น้ำ ถ้าถังโดนแสงลอดเข้าไป หรือฝาปิดไม่สนิท จะเกิดตะไคร่เขียว ๆ เกาะตามผนัง ทำให้น้ำมีกลิ่นและสีเพี้ยน
  • เชื้อโรคและสิ่งสกปรก ฝาที่ปิดไม่มิดเปิดทางให้ฝุ่น แมลง หรือแม้แต่หนูตกลงไปได้ กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคในน้ำที่เราเอามาใช้

สังเกตง่าย ๆ ว่าถ้าน้ำเริ่มมีกลิ่น สีขุ่น หรือถังเก็บน้ำมีตะกอนนอนก้น นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องล้างแล้ว

ล้างถังเก็บน้ำกี่เดือนครั้ง

คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือ ล้างถังเก็บน้ำกี่เดือนครั้งถึงจะพอดี คำตอบสั้น ๆ คือ ทุก 6–12 เดือน แต่ความถี่จริงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบ้านคุณด้วย

สถานการณ์ความถี่ที่แนะนำ
บ้านทั่วไป ฝาปิดสนิทดีทุก 12 เดือน (ปีละครั้ง)
น้ำประปาขุ่นบ่อย มีตะกอนเยอะทุก 6 เดือน
บ้านใกล้ไซต์ก่อสร้าง ฝุ่นเยอะทุก 6 เดือน
เพิ่งเจอน้ำมีกลิ่น/สี/ตะกอนล้างทันที ไม่ต้องรอครบรอบ

ไม่ต้องจำวันเป๊ะ ๆ แค่ตั้งเตือนในมือถือปีละครั้งสองครั้ง แล้วคอยเช็กสภาพน้ำ ถ้าเห็นผิดปกติก็ล้างเลย

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

เตรียมของให้พร้อมก่อนเริ่ม จะได้ไม่ต้องวิ่งหาระหว่างทาง

  • แปรงขัดด้ามยาว หรือฟองน้ำหยาบ (เลือกที่ไม่ทำให้ผนังถังเป็นรอย)
  • ถังน้ำ ขันตักน้ำ สำหรับตักตะกอนก้นถัง
  • สายยางต่อน้ำสะอาด
  • น้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีน หรือน้ำยาซักผ้าขาวชนิดที่มีคลอรีน (ไม่ผสมน้ำหอมหรือสารอื่น)
  • ถุงมือยาง และรองเท้ากันลื่น
  • ไฟฉาย สำหรับส่องดูมุมอับ
  • ผ้าสะอาดสำหรับเช็ด

หลีกเลี่ยงน้ำยาล้างห้องน้ำหรือน้ำยาที่มีกรดแรง เพราะทำให้ผนังถังเสื่อมและตกค้างในน้ำได้ ใช้แค่น้ำสะอาดกับคลอรีนเจือจางก็สะอาดพอแล้ว

ขั้นตอนล้างถังเก็บน้ำทีละขั้น

พอเตรียมของครบแล้ว ทำตามลำดับนี้ได้เลย

  1. ปิดวาล์วน้ำเข้า ปิดวาล์วที่ต่อจากมิเตอร์หรือท่อประปาเข้าถัง เพื่อไม่ให้น้ำใหม่ไหลเข้ามาระหว่างล้าง และปิดสวิตช์ปั๊มน้ำด้วย
  2. ระบายน้ำเก่าออก เปิดวาล์วระบายก้นถัง หรือใช้ปั๊มดูดน้ำออกจนเหลือน้อยที่สุด น้ำช่วงท้ายที่มีตะกอนเยอะให้ตักหรือปล่อยทิ้งไป อย่าเสียดาย
  3. ตักตะกอนก้นถัง ใช้ขันหรือถังตักตะกอน ทราย และสิ่งสกปรกที่นอนก้นออกให้หมดก่อน จะได้ไม่ขัดจนฟุ้งไปทั่ว
  4. ขัดผนังและก้นถัง ใช้แปรงขัดผนังรอบถัง เน้นจุดที่มีคราบตะไคร่เขียวและคราบเหลือง ค่อย ๆ ไล่จากบนลงล่าง แล้วขัดก้นถังเป็นขั้นสุดท้าย
  5. ล้างด้วยน้ำสะอาด ฉีดน้ำสะอาดล้างคราบและตะกอนที่ขัดออก ระบายทิ้ง แล้วล้างซ้ำจนน้ำที่ไหลออกใส ไม่มีคราบขุ่น
  6. ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ผสมน้ำยาคลอรีนกับน้ำสะอาดให้เจือจาง (ทั่วไปใช้ประมาณน้ำยาซักผ้าขาว 1 ฝา ต่อน้ำ 10 ลิตร) ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบเช็ดทั่วผนังและก้นถัง ทิ้งไว้ประมาณ 20–30 นาทีให้ฆ่าเชื้อ
  7. ล้างคลอรีนออก ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งให้หมดกลิ่นคลอรีน ระบายทิ้งจนแน่ใจว่าไม่มีน้ำยาตกค้าง
  8. เปิดน้ำเข้าและปิดฝาให้สนิท เปิดวาล์วน้ำเข้าให้เต็มถัง เปิดปั๊มกลับ แล้วปิดฝาถังให้แน่น น้ำแรก ๆ อาจเปิดก๊อกปล่อยทิ้งสักครู่ก่อนนำมาใช้

ทั้งหมดนี้ถ้าเป็นถังบนดินขนาดบ้านทั่วไป ใช้เวลาราวครึ่งวันก็เสร็จ

ข้อควรระวังเรื่องความปลอดภัย

เรื่องนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกับถังใต้ดินหรือถังขนาดใหญ่

  • ห้ามลงไปในถังใต้ดินหรือถังปิดคนเดียวเด็ดขาด ภายในถังเป็นพื้นที่อับอากาศ ออกซิเจนอาจไม่พอ หรือมีก๊าซสะสม ทำให้หมดสติได้เร็วมากโดยไม่ทันรู้ตัว ต้องมีคนอยู่ด้านนอกคอยดูและช่วยเหลือเสมอ
  • เปิดฝาระบายอากาศทิ้งไว้ก่อนลง ให้อากาศถ่ายเทสักพักใหญ่ ๆ ก่อนเข้าไป และถ้ารู้สึกวิงเวียน แน่นหน้าอก ให้รีบออกทันที
  • ระวังพื้นลื่น ผนังถังเปียกลื่นมาก สวมรองเท้ากันลื่นและระวังการทรงตัว
  • ปิดสวิตช์ปั๊มและไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง กันไฟดูดจากอุปกรณ์ที่เปียกน้ำ

พูดตรง ๆ ว่าถ้าเป็นถังใต้ดินขนาดใหญ่ที่ต้องลงไปข้างใน แนะนำให้เรียกช่างที่มีอุปกรณ์และคนช่วยจะปลอดภัยกว่าทำเองมาก อย่าเสี่ยงเพื่อประหยัดค่าจ้าง

ถังแบบไหนล้างง่ายกว่า

ถ้ากำลังจะซื้อถังใหม่ หรือคิดจะเปลี่ยน การเลือกถังที่ล้างง่ายช่วยประหยัดแรงในระยะยาว

  • ถังบนดิน ล้างง่ายที่สุด เปิดฝาบน ยื่นแปรงลงไปขัดได้ ตรวจดูตะกอนได้ตลอด ไม่ต้องลงไปในถัง
  • ถังที่มีวาล์วระบายก้นถัง ช่วยให้ระบายตะกอนออกได้สะดวก ไม่ต้องตักเองทั้งหมด
  • ถังใต้ดิน ล้างยากกว่า เพราะเข้าถึงลำบากและเป็นพื้นที่อับอากาศ ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ

สำหรับบ้านทั่วไปที่อยากดูแลเองได้ ถัง PE บนดินที่มีฝาเปิดกว้างและวาล์วระบายก้นถัง คือตัวเลือกที่ทำความสะอาดง่ายที่สุด

วิธีป้องกันตะกอนและยืดเวลาระหว่างล้าง

ล้างเสร็จแล้วอยากให้สะอาดนาน ๆ ทำตามนี้ช่วยได้เยอะ

  • ปิดฝาถังให้สนิทเสมอ กันฝุ่น แมลง และแสงที่ทำให้เกิดตะไคร่
  • ติดตั้งไส้กรองตะกอน ก่อนน้ำเข้าถัง ช่วยดักทราย สนิม และตะกอนไว้ตั้งแต่ต้นทาง
  • เช็กสภาพน้ำเป็นระยะ ลองส่องดูในถังทุก 2–3 เดือน ถ้าเริ่มมีตะกอนหรือคราบก็จัดการก่อนจะสะสมหนัก
  • เลี่ยงติดตั้งถังใต้แดดจัด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ เลือกถังรุ่นทึบแสงกันตะไคร่

สรุป

วิธีล้างถังเก็บน้ำไม่ยากอย่างที่คิด แค่ปิดน้ำเข้า ระบายน้ำเก่า ขัดผนังกับก้นถัง ล้างให้ใส ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเจือจาง แล้วล้างออกก่อนใช้งาน ถ้าเป็นถังบนดินทำเองได้สบาย ควรล้างทุก 6–12 เดือน แต่ถ้าเป็นถังใต้ดินที่ต้องลงไปข้างใน อย่าทำคนเดียวเด็ดขาด เพราะเป็นพื้นที่อับอากาศที่อันตราย

ต้องการสินค้าสำหรับงานนี้?

ทีมงาน Home Tool Center ยินดีให้คำแนะนำเรื่องการเลือกสินค้าให้เหมาะกับหน้างาน พร้อมจัดส่งและออกใบเสนอราคาให้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ล้างถังเก็บน้ำกี่เดือนครั้ง?

แนะนำล้างทุก 6–12 เดือน บ้านทั่วไปที่ฝาปิดสนิทดีล้างปีละครั้งก็พอ แต่ถ้าน้ำประปาขุ่นบ่อยหรืออยู่ใกล้ไซต์ก่อสร้าง ควรล้างทุก 6 เดือน และถ้าน้ำเริ่มมีกลิ่นหรือตะกอนก็ล้างได้เลยไม่ต้องรอครบรอบ

ล้างถังเก็บน้ำเองต้องใช้อะไรบ้าง?

แปรงขัดด้ามยาว ขันตักน้ำ สายยาง น้ำยาคลอรีนหรือน้ำยาซักผ้าขาวชนิดมีคลอรีน ถุงมือยาง รองเท้ากันลื่น และไฟฉายส่องมุมอับ ไม่ควรใช้น้ำยาล้างห้องน้ำหรือกรดแรงเพราะทำให้ผนังถังเสื่อมและตกค้างในน้ำ

ถังเก็บน้ำมีตะกอนเกิดจากอะไร?

ส่วนใหญ่มาจากทราย สนิม และผงตะกอนที่ปนมากับน้ำประปาแล้วนอนก้นถัง รวมถึงฝุ่นและสิ่งสกปรกที่เข้าถังทางฝาที่ปิดไม่สนิท แก้ได้ด้วยการล้างถังและติดตั้งไส้กรองตะกอนก่อนน้ำเข้าถัง

ล้างถังเก็บน้ำใต้ดินเองได้ไหม?

ทำได้เฉพาะส่วนที่ขัดล้างจากด้านนอกได้ แต่ถ้าต้องลงไปในถังห้ามทำคนเดียวเด็ดขาด เพราะเป็นพื้นที่อับอากาศเสี่ยงหมดสติ ต้องมีคนอยู่ด้านนอกคอยช่วย เปิดระบายอากาศก่อน และถ้าถังใหญ่แนะนำเรียกช่างที่มีอุปกรณ์จะปลอดภัยกว่า

จำเป็นต้องใช้คลอรีนฆ่าเชื้อไหม?

แนะนำให้ใช้ เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคและตะไคร่ที่ขัดไม่ออกหมด ใช้คลอรีนเจือจางเช็ดทั่วถัง ทิ้งไว้ 20–30 นาที แล้วล้างออกให้หมดกลิ่นก่อนเปิดน้ำเข้าใช้งาน อย่าใช้เข้มข้นเกินและต้องล้างให้สะอาดทุกครั้ง